Siametrics RESEARCH | กันยายน 2026
Thailand AI Impact Economic Simulation
จำลองผลกระทบ AI ต่อเศรษฐกิจไทยถึงปี 2030
GDP รายได้ และทางเลือกที่เรายังเลือกเองได้

Siametrics RESEARCH | กันยายน 2026
จำลองผลกระทบ AI ต่อเศรษฐกิจไทยถึงปี 2030
GDP รายได้ และทางเลือกที่เรายังเลือกเองได้
ถ้า AI พัฒนาไปมากกว่านี้?
เศรษฐกิจจะโตเร็วขึ้นจริงหรือ?
แล้วเงินจะไหลไปหาใคร?
เรานำข้อมูลไทยมาฟิตกับทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ระดับโนเบล
เสกชีวิตให้กับแรงงานจำลอง 2 แสนคน
แล้วหมุนเข็มนาฬิกาไปข้างหน้า
คนกลุ่มเดิม เงื่อนไขต่างกัน อนาคตจึงมีหลายแบบ
เทคโนโลยีล้ำหน้าไม่ได้มีแค่ด้านบวก

เจนจบสาขาการเงิน ทุกวันนี้ใช้เวลาเตรียมไฟล์ข้อมูลยุบยับ อ่านงบ สรุปความเสี่ยง และคุยกับเจ้าของธุรกิจ ถ้า AI ช่วยเตรียมข้อมูลให้ เจนอาจมีเวลาทำความเข้าใจลูกค้ามากขึ้น แต่จะเกิดอะไรขึ้นกับเจนและน้องๆ ในทีม?

ศักดิ์ทำงานบัญชีมาเกือบ 20 ปี ทุกวันคลุกคลีกับ Excel ลงรายการ กระทบยอด และตามเอกสาร ถ้างานบัญชีแทบไม่ต้องใช้คนแล้วศักดิ์จะทำอะไรต่อ? เขาไม่แน่ใจว่าบริษัทจะยังอบรมพนักงานรุ่นเก่าอย่างเขาอีกหรือไม่
จากแชตบอตที่ช่วยร่างข้อความ AI เริ่มวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ภาพและเสียง และลงมือทำงานผ่านคอมพิวเตอร์ได้ คำถามถัดมาคือ บริษัทจะเอาความสามารถเหล่านี้ไปช่วยคนทำงาน หรือใช้คนให้น้อยลง
ChatGPT
GPT-4 และ Claude
GPT-4o และ Claude 3.5
Claude Code และ Codex
GPT-6 Astra และ Claude Fable 5.1
ตัวอย่างหมุดหมายจากประกาศเปิดตัวของ OpenAI และ Anthropic

Claude Code อายุเพียงปีกว่าๆ ก็ปฏิวัติวงการพัฒนาซอฟต์แวร์จนหน้าตาแทบจำไม่ได้
จะเกิดปรากฏการณ์เดียวกัน
กับสาขาอาชีพอื่น ๆ เมื่อไร?

สำหรับประเทศไทย เราไม่สามารถชะลอการพัฒนา AI ของโลกได้ แต่ยังเลือกได้ว่าจะประคองคนที่จะเสียรายได้อย่างไร จะออกแบบนโยบายอย่างไรให้บริษัทโตได้โดยคำนึงถึงลูกจ้าง การฝึกฝนทักษะต้องใช้เวลา และคนยังต้องกินต้องใช้ระหว่างหางานใหม่
จึงควรเริ่มมองไปข้างหน้าว่าใครเสี่ยงเสียรายได้ เร็วแค่ไหน และจำลองทางเลือกก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นจริง

นักเศรษฐศาสตร์แรงงานหมกมุ่นกับเรื่องนี้มาก!
เหลือให้คนทำ 80 ชั่วโมง ยังไม่ได้แปลว่าต้องลดคน 20% เพราะตำแหน่งหนึ่งมีหลายงาน
สมมติว่าต้นทุนลดแล้วขายได้เพิ่ม 20% งานของคนก็เพิ่มจาก 80 เป็น 96 ชั่วโมง
ถ้ามีงานใหม่เพิ่มอีก 20 ชั่วโมง เช่น วิเคราะห์กระแสเงินสดให้ลูกค้า งานของคนก็รวมเป็น 116 ชั่วโมง
ถ้ายอดขายเท่าเดิมและไม่มีงานใหม่ เหลือให้คนทำ 20 ชั่วโมง คำว่า layoff เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
ตัวอย่างนี้แยกสามแรงตามกรอบของ Acemoglu และ Restrepo: AI รับงานเดิมไป บริษัทขยายการผลิต และงานใหม่ที่คนทำ สามแรงไหนจะชนะ ขึ้นกับทั้งอัตราเร่งและพฤติกรรมของเทคโนโลยีและการตัดสินใจของบริษัท
1. ตั้งต้นด้วยข้อมูลไทย จำลองลูกจ้างเอกชน 200,000 คน กับบริษัทผลิตสินค้า 2,000 แห่ง โดยอิงข้อมูลไทย
2. ลอง AI สามแบบ เก่งขึ้นเร็วช้าต่างกัน ราคาลดลงต่างกัน พร้อมอีกโลกที่ AI อยู่เท่าเดิม
3. ให้คนกับบริษัทปรับตัว บริษัทเลือกใช้ AI และปรับการจ้างงาน คนหางาน ฝึกทักษะ หรือทำงานอิสระ ตามกติกาที่ตั้งไว้
4. ตามไปทีละเดือน จาก ต.ค. 2026 ถึง ธ.ค. 2030 ดูงาน รายได้ และการใช้จ่ายที่ส่งผลต่อกัน
5. เทียบผล แล้วลองใหม่ เทียบกับโลกที่ AI คงเดิม รันซ้ำ และลองนโยบายเพื่อดูว่าอะไรช่วยได้
เลือก AI
ฝึกหรือรับคน
รับหรือปฏิเสธงาน
เลือกเข้าเรียน
ใช้กติกาที่ตั้งไว้
เก็บสมทบและจ่ายสิทธิ
ลองให้ AI พัฒนาต่อสามรูปแบบ
ต่างกันที่มันเทพแค่ไหน ราคาลดลงเท่าไร และใช้เวลากี่เดือนกว่าจะไปถึงระดับที่แต่ละฉากทัศน์ตั้งไว้

AI อ่านและสรุปเอกสารให้ คนยังเชื่อมขั้นตอนและทำงานส่วนที่เหลือ

AI ดึงข้อมูล ตรวจเทียบ และจัดทำรายงานต่อกัน คนใช้เวลาไม่มากเพื่อตรวจแก้และตัดสินใจ

คนเหลือหน้าที่ตรวจทานและจัดการกรณีพิเศษ ใช้เวลาน้อยลงมากกับงานชุดเดิม
ใช้ชุดงานธุรการเดิม 100 ชั่วโมงเป็นตัวอย่าง ในโมเดล AI ช่วยงานแต่ละกลุ่มอาชีพได้ไม่เท่ากัน ตัวเลขนี้สมมติว่าคนมีทักษะพร้อม ใช้ AI ครบส่วนที่ช่วยได้ และผลิตเท่าเดิม จึงไม่ใช่สัดส่วนคนตกงาน
ตารางนี้แยกสัดส่วนงานที่ AI ช่วยได้ออกจากเวลาของคนที่ยังต้องใช้ในงานส่วนนั้น โดยใช้งานธุรการเดิมที่ทำด้วยคนทั้งหมดเป็นฐาน
| สมมติฐานเมื่อ AI พัฒนาเต็มตามที่ตั้งไว้ | Aค่อยเป็นค่อยไป | Bเร็วและกว้าง | Cรุนแรง |
|---|---|---|---|
| งานส่วนที่ AI ช่วยได้คิดเป็น % ของเวลางานเดิมทั้งหมด | 50% | 85% | 98% |
| เวลาคนที่ยังต้องใช้คิดเป็น % ของเวลาเดิม เฉพาะงานส่วนที่ AI ช่วยได้ | 30% | 10% | 5% |
| ราคา AI ต่อหน่วยบริการคิดเป็น % ของราคาเดือนกันยายน 2026 | 50% | 20% | 10% |
| เวลาที่ใช้ปรับถึงค่าที่ตั้งไว้เริ่มปรับในเดือนตุลาคม 2026 | 36เดือน ก.ย. 2029 | 18เดือน มี.ค. 2028 | 12เดือน ก.ย. 2027 |
แบบจำลองค่อย ๆ ปรับความสามารถและราคา AI จากเดือนกันยายน 2026 จนถึงค่าที่ตั้งไว้ภายใน 36, 18 หรือ 12 เดือนตามแต่ละเส้นทาง แล้วคงค่าเหล่านั้นไว้จนจบการทดลอง
ถ้าใช้ AI กับงานทุกส่วนที่ช่วยได้ และยังผลิตงานชุดเดิมเท่าเดิม เวลาคนที่ต้องใช้จะเป็นดังนี้
คนยังใช้เวลา 65 ชั่วโมง
ทำเอง 50 ชม. + งานส่วนที่ AI ช่วย 50 ชม. × เวลาคนที่เหลือ 30% = 65 ชม.
คนยังใช้เวลา 23.5 ชั่วโมง
ทำเอง 15 ชม. + งานส่วนที่ AI ช่วย 85 ชม. × เวลาคนที่เหลือ 10% = 23.5 ชม.
คนยังใช้เวลา 6.9 ชั่วโมง
ทำเอง 2 ชม. + งานส่วนที่ AI ช่วย 98 ชม. × เวลาคนที่เหลือ 5% = 6.9 ชม.
ฐานของภาพคืองานธุรการ 100 ชั่วโมงที่ทำด้วยคนทั้งหมด ส่วนผลการทดลองเปรียบเทียบกับโลกที่ยังใช้ AI ระดับกันยายน 2026
โมเดลวัดงานเป็นหน่วยมาตรฐานใน 10 กลุ่มอาชีพ ไม่ได้แยก task ย่อยแต่ละรายการ เช่น อ่านเอกสารหรือทำรายงาน
เราดู GDP ว่าผลิตมูลค่าเพิ่มได้เท่าไรหลังหักต้นทุนที่ซื้อมา รวมค่า AI ที่นำเข้า ดูรายได้จากงานของคนกลุ่มเดิมจากค่าจ้างพื้นฐานและงานอิสระ และดูความเหลื่อมล้ำโดยนับคนที่ไม่มีรายได้ด้วย ส่วนแบ่งค่าตอบแทนแรงงานใน GDP เป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่ง ซึ่งรวมโบนัส โอที และเงินสมทบนายจ้างไว้ด้วย
สัดส่วนที่ลดจาก 30% เป็น 25% เรียกว่าลดลง 5 จุด และ Gini ที่สูงขึ้นหมายถึงรายได้ห่างกันมากขึ้น
ลองแยกสองเรื่องนี้ก่อนครับ AI ทำให้สินค้าชิ้นเดิมใช้เวลาคนน้อยลง บริษัทอาจผลิตเพิ่มได้ แต่ถ้าผลิตเพิ่มไม่มากพอชดเชยชั่วโมงคนที่ประหยัดไป ก็ยังต้องการลูกจ้างน้อยลง ผลผลิตกับรายได้คนทำงานจึงไม่จำเป็นต้องไปทางเดียวกัน
ตัวเลขเทียบกับโลกที่คง AI ระดับกันยายน 2026 ในช่วงเดียวกัน เส้นและช่วงตัวเลขแสดงผลจากการสุ่ม 3 รอบ
รายได้จากงานและ Gini ในกราฟนับค่าจ้างพื้นฐานกับรายได้งานอิสระของคนกลุ่มเดิม รวมคนที่ไม่มีรายได้ ไม่นับโบนัส โอที และเงินโอนจากรัฐ
ในฉากทัศน์ A บริษัทต่าง ๆ เริ่มใช้ AI ประหยัดชั่วโมงทำงานของคนลงได้ แต่ยังผลิตเพิ่มขึ้นได้ไม่มาก GDP ต่ำกว่าโลกอ้างอิงเล็กน้อย ราว 0.1–0.2% ขณะที่รายได้จากงานของคนกลุ่มเดิมลดลงราว 6–7%
ผลรวมปี 2030 เทียบโลกอ้างอิง และ Gini จากรายได้ทั้งปี
ศูนย์ = เท่ากับโลกอ้างอิงในเดือนเดียวกัน
เลื่อนลงเพื่อเดินเวลา หยุดเลื่อนเพื่ออ่าน
เมื่อ AI ทำงานได้หลายประเภทและต้นทุนลดลงเร็วขึ้น บริษัทผลิตได้มากขึ้น แต่ใช้แรงงานมนุษย์น้อยลง ผลคือ GDP สูงกว่าโลกอ้างอิงราว 8.5% แต่รายได้จากงานของคนกลุ่มเดิมต่ำกว่าราว 23%
ผลรวมปี 2030 เทียบโลกอ้างอิง Gini จากรายได้ทั้งปี
ศูนย์ = เท่ากับโลกอ้างอิงในเดือนเดียวกัน
เลื่อนลงเพื่อเดินเวลา หยุดเลื่อนเพื่ออ่าน
ในฉากทัศน์ “นรก” นี้ AI ช่วยงานได้มากขึ้น โดยแทบไม่ต้องการคนมาร่วมทำงาน GDP สูงกว่าโลกอ้างอิงราว 17.5–17.6% แต่รายได้จากงานของคนกลุ่มเดิมหายไปเกือบ 30% แม้เปิดทางให้ทำงานอิสระแล้ว
ผลรวมปี 2030 เทียบโลกอ้างอิง Gini จากรายได้ทั้งปี
ศูนย์ = เท่ากับโลกอ้างอิงในเดือนเดียวกัน
เลื่อนลงเพื่อเดินเวลา หยุดเลื่อนเพื่ออ่าน
เงินปันผลที่จ่ายเพิ่มให้เจ้าของ
เทียบกับกำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่ม
ส่วนเจ้าของธุรกิจบริการกลับได้เงินส่วนแบ่งน้อยลง
คง AI ระดับ ก.ย. 2026
35.33 บาทA ค่อยเป็นค่อยไป
33.56 บาทB เร็วและกว้าง
25.04 บาทC รุนแรง
21.33 บาทช่องละ 1 บาท สีเขียวคือค่าตอบแทนแรงงาน
รายได้รวมยังไม่บอกว่าคนกลุ่มเดิมยังเป็นลูกจ้างอยู่กี่คน ภาพต่อไปย่อแรงงานจำลอง 200,000 คนจากการสุ่มครั้งแรกเป็น 100 รูป แล้วนับลูกจ้าง คนทำงานอิสระ และคนที่ไม่ได้ทำงานแยกกัน แต่ละโลกใช้คนและกติกาเดิม ต่างกันที่ AI
แม้ AI คงระดับเดิม บริษัทก็ยังนำไปใช้เพิ่ม คนยังเปลี่ยนงานและเกษียณ จึงเหลือลูกจ้างราว 88% ในโลกอ้างอิง คนที่เหลืออาจทำงานอิสระหรือไม่ได้ทำงาน
C รุนแรง
อีก 61 คนไม่ได้เป็นลูกจ้าง: 25 คนทำงานอิสระ และ 36 คนไม่ได้ทำงาน
คนสีส้มรับงานหรือทำกิจการเอง รายได้ขึ้นกับลูกค้า และอาจไม่พอทดแทนรายได้จากงานเดิม
แรงงานจำลอง 200,000 คน แสดงสัดส่วนด้วย 100 รูป หนึ่งรูปแทนประมาณ 2,000 คน
นายจ้าง ค่าจ้าง
ลูกค้า รายได้จากงานหรือกิจการ
งานอิสระในภาพนี้รวมทั้งการรับงานจากลูกค้าและการทำกิจการด้วยตัวเอง คนกลุ่มนี้ยังทำงานหารายได้ แต่ไม่ได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง ในแบบจำลอง หากมีคนหันมาทำงานอิสระมากขึ้น ขณะที่กำลังซื้อของลูกค้าไม่เพิ่ม รายได้ของแต่ละคนอาจลดลง การมีงานอิสระจึงช่วยให้มีรายได้ต่อ แต่ยังสรุปไม่ได้ว่ารายได้จะกลับมาเท่างานเดิม
ทุกคนเป็นลูกจ้างในวันแรก จำนวนตั้งต้น 200,000 คน ใช้การสุ่มครั้งเดียวกันและกติกาเดียวกัน เปรียบเทียบสถานะในเดือนธันวาคม 2030 ตัวเลขบนรูปปัดเป็นจำนวนเต็มต่อ 100 คน โดยให้รวมกันได้ 100 เสมอ รูปคนแต่ละรูปจึงแทนประมาณ 2,000 คน ไม่ใช่ประวัติของคนใดคนหนึ่ง
| เส้นทาง AI | ยังเป็นลูกจ้าง | ทำงานอิสระ | ไม่ได้ทำงาน |
|---|---|---|---|
| AI คงระดับเดิม | 176,61488.31% | 6,6673.33% | 16,7198.36% |
| A ค่อยเป็นค่อยไป | 159,42179.71% | 11,7475.87% | 28,83214.42% |
| B เร็วและกว้าง | 112,58756.29% | 31,57115.79% | 55,84227.92% |
| C รุนแรง | 93,50846.75% | 41,79920.90% | 64,69332.35% |
ลูกจ้างคือคนที่ทำงานกับนายจ้างในเดือนนั้น อาจเป็นนายจ้างคนเดิมหรือคนใหม่ งานอิสระคือคนที่ทำงานหารายได้ด้วยตัวเองตามสถานะที่โมเดลบันทึก ส่วนคนที่ไม่ได้ทำงานไม่มีทั้งสองสถานะในเดือนนั้น รวมผู้เกษียณที่ไม่ได้ทำงาน คนเกษียณที่ยังทำงานอิสระนับในสีส้ม จึงไม่ใช่อัตราว่างงาน และไม่ได้บอกว่าไม่มีรายได้หรือเงินช่วยเหลือตลอดทั้งปี
ติดตามคนกลุ่มเดิมตามอาชีพที่ทำในวันแรก แล้วดูสถานะในเดือนธันวาคม 2030 ว่ายังเป็นลูกจ้าง ทำงานอิสระ หรือไม่ได้ทำงาน
แต่ละแถบคือคนกลุ่มอาชีพเดิม 100% ขีดสีขาวคือสัดส่วนลูกจ้างในโลกอ้างอิง
สีเทารวมคนเกษียณที่ไม่ได้ทำงาน
สถานะเดือนธันวาคม 2030 สัดส่วนของคนในกลุ่มอาชีพเดิม
กลุ่มเดิม 14,523 คน
ถ้า AI คงระดับเดิม87.96%ยังเป็นลูกจ้าง
กลุ่มเดิม 39,109 คน
ถ้า AI คงระดับเดิม88.3%ยังเป็นลูกจ้าง
กลุ่มเดิม 25,293 คน
ถ้า AI คงระดับเดิม87.63%ยังเป็นลูกจ้าง
กลุ่มเดิม 69,367 คน
ถ้า AI คงระดับเดิม88.57%ยังเป็นลูกจ้าง
เช่น ทำความสะอาด ขนย้ายสินค้า
กลุ่มเดิม 41,021 คน
ถ้า AI คงระดับเดิม89.16%ยังเป็นลูกจ้าง
กลุ่มเดิม 5,525 คน
ถ้า AI คงระดับเดิม87.51%ยังเป็นลูกจ้าง
กลุ่มเดิม 5,162 คน
ถ้า AI คงระดับเดิม83.18%ยังเป็นลูกจ้าง
สถานะเดือนธันวาคม 2030 สัดส่วนของคนในกลุ่มอาชีพเดิม
กลุ่มเดิม 14,523 คน
ถ้า AI คงระดับเดิม87.96%ยังเป็นลูกจ้าง
กลุ่มเดิม 39,109 คน
ถ้า AI คงระดับเดิม88.3%ยังเป็นลูกจ้าง
กลุ่มเดิม 25,293 คน
ถ้า AI คงระดับเดิม87.63%ยังเป็นลูกจ้าง
กลุ่มเดิม 69,367 คน
ถ้า AI คงระดับเดิม88.57%ยังเป็นลูกจ้าง
เช่น ทำความสะอาด ขนย้ายสินค้า
กลุ่มเดิม 41,021 คน
ถ้า AI คงระดับเดิม89.16%ยังเป็นลูกจ้าง
กลุ่มเดิม 5,525 คน
ถ้า AI คงระดับเดิม87.51%ยังเป็นลูกจ้าง
กลุ่มเดิม 5,162 คน
ถ้า AI คงระดับเดิม83.18%ยังเป็นลูกจ้าง
กลุ่มเดิม 14,523 คน
ถ้า AI คงระดับเดิม87.96%ยังเป็นลูกจ้าง
กลุ่มเดิม 39,109 คน
ถ้า AI คงระดับเดิม88.3%ยังเป็นลูกจ้าง
กลุ่มเดิม 25,293 คน
ถ้า AI คงระดับเดิม87.63%ยังเป็นลูกจ้าง
กลุ่มเดิม 69,367 คน
ถ้า AI คงระดับเดิม88.57%ยังเป็นลูกจ้าง
เช่น ทำความสะอาด ขนย้ายสินค้า
กลุ่มเดิม 41,021 คน
ถ้า AI คงระดับเดิม89.16%ยังเป็นลูกจ้าง
กลุ่มเดิม 5,525 คน
ถ้า AI คงระดับเดิม87.51%ยังเป็นลูกจ้าง
กลุ่มเดิม 5,162 คน
ถ้า AI คงระดับเดิม83.18%ยังเป็นลูกจ้าง
ลองคง AI ไว้ที่เส้นทาง B แล้วเปลี่ยนเงื่อนไขเรื่องค่าจ้าง งานอิสระ การเรียน และประกันสังคมทีละเรื่อง ในแรงงานจำลอง 20,000 คนชุดเดียวกัน
| โลกที่เทียบ | ค่าจ้าง | งานอิสระ | ประกันสังคม | ฝึกขณะมีงาน |
|---|---|---|---|---|
| เปิดครบ | เปิด | เปิด | เปิด | เปิด |
| ทดสอบค่าจ้าง | ปิด | เปิด | เปิด | เปิด |
| ทดสอบงานอิสระ | เปิด | ปิด | เปิด | เปิด |
| ทดสอบประกันสังคม | เปิด | เปิด | ปิด | เปิด |
| ทดสอบการฝึก | เปิด | เปิด | เปิด | ปิด |
เช่น เปิดให้คนที่เสียงานเริ่มงานอิสระได้ แล้วเทียบกับกรณีที่ไม่มีทางเลือกนี้ โดยเงื่อนไขอื่นเหมือนเดิม
ทดลองคุ้มครองค่าจ้าง เทียบกับกรณีที่บริษัทปรับได้คล่องกว่า โดยเปลี่ยนเงื่อนไขทั้งค่าจ้างพื้นฐาน โบนัส โอที และการเจรจาค่าจ้าง
ลดได้ตามเงื่อนไขการเจรจาและฐานค่าจ้าง
งดจ่ายได้เมื่อบริษัทเข้าเกณฑ์ปัญหาทางการเงินของโมเดล
สัดส่วนคนที่ทั้งปี 2030 ไม่มีรายได้จากงานเลย เพิ่มขึ้น
โบนัสและโอทีเท่ากับ 27.9% ของค่าจ้างพื้นฐาน เมื่อปิดชุดเงื่อนไขค่าจ้างนี้ ยังมี floor ค่าจ้างประกาศรับคนที่ 70% ของค่าตั้งต้น
เปลี่ยนทั้ง wage floor การปรับค่าจ้างพื้นฐาน โบนัสและโอที และการเจรจา จึงแยกผลค่าจ้างขั้นต่ำไม่ได้ โมเดลยังไม่เปิดให้บริษัทลดวันหรือชั่วโมงทำงาน
เปิดทางให้คนที่เสียงานรับงานเองหรือทำกิจการในอาชีพเดิม เทียบกับกรณีที่เริ่มงานอิสระไม่ได้
ว่างงานและไม่ได้อยู่ในคอร์ส
มีโอกาสเริ่มงานในอาชีพเดิม
รับรายได้เท่าที่กำลังซื้อรองรับ
สัดส่วนครัวเรือนรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ลดลง ณ ธันวาคม 2030
รายได้เป้าหมายคือ 85% ของค่าจ้างอ้างอิงในอาชีพเดิม รายได้จริงขึ้นกับกำลังซื้อ
เงื่อนไขอื่นคงเดิม เปลี่ยนเฉพาะการเปิดทางให้งานอิสระ การทดลองนี้ไม่ได้เพิ่มเงินอุดหนุนหรือโครงการสร้างผู้ประกอบการ
การทดลองนี้เปิดให้คนที่ยังมีงานใช้เงินและเวลาส่วนตัวอบรมได้ การอบรมที่นายจ้างสนับสนุนและของผู้หางานมีอยู่ทั้งสองโลก ตัวเลขคือผลต่อแรงงานกลุ่มเดิมทั้งหมด รวมคนที่ไม่ได้อบรมด้วย
พิจารณาผู้สมัครที่นายจ้างสนับสนุนและผู้หางานก่อน
คนที่มีงานและเรียนเองใช้ที่นั่งที่เหลือ
ข้อ 03 เพิ่มเฉพาะการเรียนที่คนมีงานจ่ายเอง ผู้เรียนต้องมีเงิน เวลา และที่นั่งเหลือจากผู้เรียนกลุ่มอื่น การฝึกที่นายจ้างสนับสนุนกับการฝึกผู้หางานคงเดิมทั้งสองกรณี ผลต่อรายได้รวมจึงยังใช้ตัดสินหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่ง หรือผลตอบแทนของผู้เรียนแต่ละคนไม่ได้
เปรียบเทียบระบบที่เก็บเงินสมทบจากลูกจ้างและจ่ายสิทธิประโยชน์ กับกรณีที่ปิดสองส่วนนี้ นายจ้างยังจ่ายเงินสมทบทั้งสองกรณี จึงไม่ได้ทดสอบผลของการเพิ่มเงินสมทบฝั่งนายจ้าง
สัดส่วนครัวเรือนรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ลดลง ณ ธันวาคม 2030
ผู้มีสิทธิในโมเดลได้เงินว่างงานเมื่อถูกเลิกจ้าง 60% ของค่าจ้าง ฐานสูงสุด 17,500 บาท ส่วนการลาออกเองใช้ 30% และคงฐานค่าจ้างนี้ถึงปี 2030
การทดลองเปลี่ยนทั้งเงินสมทบลูกจ้าง เงินว่างงาน และสิทธิประโยชน์อื่น โดยเก็บเงินสมทบจากนายจ้างทั้งสองกรณี ฝั่งที่เปิดระบบนำเงินสมทบสุทธิหลังจ่ายเงินว่างงานมาจ่ายเท่ากันต่อผู้ประกันตนเป็นสิทธิประโยชน์อื่น นี่เป็นสมมติฐานเพื่อให้เงินกลับสู่ครัวเรือน ไม่ใช่วิธีจ่ายจริงของประกันสังคม ผลจึงแยกเป็นประสิทธิผลของเงินว่างงานอย่างเดียวไม่ได้
รายได้จากงานนับค่าจ้างพื้นฐานกับงานอิสระ ส่วนรายได้ครัวเรือนรวมเงินช่วยเหลือและรายได้ของสมาชิกที่ทำงานร่วมด้วย หักภาษีสาธารณะ แต่ยังไม่หักเงินสมทบลูกจ้างหรือค่าเรียน และไม่นับโบนัสกับโอที เกณฑ์ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือนยืมจากเส้นความยากจนเฉลี่ยทั้งประเทศปี 2024 แล้วคงจำนวนบาทนี้ไว้ถึง 2030 โดยไม่ปรับตามราคา ส่วนการวัดความยากจนทางการใช้รายจ่ายและเส้นที่ต่างกันตามลักษณะครัวเรือน ผลที่นี่จึงเป็นการนับครัวเรือนรายได้ต่ำในโมเดล ไม่ใช่อัตราความยากจนของไทย สัดส่วนครัวเรือนใช้จำนวนครัวเรือนที่ยังอยู่ในโมเดลเดือนธันวาคม 2030 เป็นฐาน
ทั้งสองกรณีเก็บเงินนายจ้าง แต่มีเพียงกรณีเปิดที่จ่ายเงินว่างงานและสิทธิประโยชน์อื่นกลับถึงคน ผลจึงไม่ใช่ผลของเงินว่างงานอย่างเดียว
เพิ่มเฉพาะการฝึกทักษะที่คนมีงานจ่ายเอง การฝึกที่นายจ้างช่วยและการฝึกผู้หางานคงเดิม ผลใกล้ศูนย์จึงยังใช้ตัดสิน on-the-job training ทั้งระบบไม่ได้
งานอิสระช่วยคืนรายได้ให้ครัวเรือน แต่ผู้ขายต้องแบ่งกำลังซื้อก้อนเดิม จึงต้องช่วยหาลูกค้าด้วย
เมื่อค่าจ้างลดตามงานได้ยาก บริษัทอาจลดคนแทน โมเดลนี้ยังไม่เปิดให้ลดวันหรือชั่วโมงทำงานเพื่อรักษาคน
ผลนี้มาจากเงื่อนไขที่ตั้งไว้ในโมเดล ยังบอกไม่ได้ว่าชุดมาตรการใดดีที่สุดสำหรับไทย
ลูกจ้างที่ยังมีงาน ต่อคนที่มีงานในวันแรก 100 คน
ให้คนเรียนใหม่
ใครออกเงิน ใครให้เวลา?
เส้นสีคือโลกอ้างอิงและ A–C เส้นจางคือผลสุ่มอีกสองรอบ ใช้กติกาแรงงานไทยชุดเดียวกันทั้งหมด
ถ้างานใหม่ยังไม่มา
แล้วค่าใช้จ่ายเดือนนี้ล่ะ?
คนแบบศักดิ์ · เสมียน · เส้นทาง B · ชุดทดลอง 20,000 คน
ติดตามแรงงานจำลองคนเดิมภายใต้กติกาแรงงานไทย กรณีนี้เป็นตัวอย่าง ไม่ใช่ตัวแทนคนทั้งหมด รายได้จากงานไม่รวมเงินโอน โบนัส และโอที
คนแบบศักดิ์เป็นลูกจ้างครบ 51 เดือน และมีรายได้จากงานรวมเท่ากับโลกอ้างอิง
บันทึกนี้ไม่มีการออกจากงานหรือเริ่มงานอิสระ
บาทในโมเดล ไม่ปรับค่าครองชีพ ไม่นับโบนัส โอที และเงินโอน

ข้อเสนอของผมและ SMC คือ ให้ค่าใช้จ่ายในการปรับตัวเป็นส่วนหนึ่งของแผนลงทุน AI ตั้งแต่ต้น ใครจะเรียนอะไร ระหว่างนั้นมีรายได้จากไหน และใครรับผิดชอบ ต้องตอบให้ได้ก่อนเปลี่ยนงานของคน
กลับไปดูสิ่งที่แต่ละฝ่ายทำได้ ↑ในเส้นทาง B ของโมเดล AI รับงานเดิมไปได้มากขึ้นและค่าบริการถูกลง ยอดขายกับงานใหม่ที่เพิ่มยังชดเชยงานที่ AI รับไปได้ไม่หมด บริษัทจึงจ่ายค่าตอบแทนลูกจ้างรวมลดลง แม้ผลผลิตจะสูงกว่าโลกอ้างอิง
ในเส้นทาง B เราตั้งให้ AI ช่วยงานธุรการในส่วนที่เดิมใช้เวลา 85% คนยังใช้เวลา 10% ของส่วนนั้นตรวจและตัดสินใจ และราคา AI ลดเหลือ 20% ของราคาเดิมภายใน 18 เดือน
ต้นทุนที่ลดลงทำให้บริษัทผลิตได้มากขึ้นจริง แต่ชั่วโมงคนที่ต้องใช้ผลิตของเพิ่ม ยังน้อยกว่าชั่วโมงที่ AI ประหยัดไปมาก ส่วนค่า AI ในโมเดลจ่ายให้ผู้ให้บริการต่างประเทศ จึงถูกหักออกจาก GDP
เมื่อค่าจ้างรวมลดลง คนก็ใช้จ่ายน้อยลง ในโมเดลเราตั้งให้ครัวเรือนซื้อบริการเท่ากับ 2% ของค่าจ้างพื้นฐาน ร้านค้าและธุรกิจบริการที่ขายให้คนทำงานจึงมีรายได้ลดลงตาม
บางคนได้รับงานส่วนใหม่ที่ AI ทำแทนไม่ได้ แต่เมื่อรวมทั้งระบบ ยอดขายที่เพิ่มกับงานใหม่ยังชดเชยชั่วโมงที่ AI รับไปได้ไม่หมด รายได้จากงานของคนกลุ่มเดิมจึงต่ำกว่าโลกอ้างอิงราว 23%
ในโมเดล บริษัทตัดโบนัสกับโอทีหรือเจรจาลดค่าจ้างได้บ้าง แต่ลดวันหรือชั่วโมงทำงานเพื่อรักษาคนไม่ได้ และเมื่อบริษัทที่ลำบากขอลดค่าจ้าง คนที่ไม่รับต้องออกจากงาน ภาระจึงไปลงที่จำนวนคน
ผลคือบริษัทผลิตสินค้ามีกำไรเพิ่มขึ้น ขณะที่จ่ายค่าตอบแทนลูกจ้างน้อยลง และส่วนของ GDP ที่เป็นค่าตอบแทนลูกจ้างก็เล็กลง
โมเดลสมมติให้บริษัทจ่ายเงินสดส่วนเกินให้เจ้าของทั้งหมด กำไรที่เพิ่มขึ้นจึงไหลไปหาเจ้าของแทบทั้งก้อน ตลอดปี 2030 เจ้าของกิจการใน B ใช้จ่ายมากกว่าโลกอ้างอิงราว 33% ส่วนแรงงานใช้จ่ายน้อยลงราว 27%!
ทำไมงานบริการไปต่อได้มากกว่างานธุรการ? ในโมเดล โอกาสเริ่มงานอิสระของแต่ละอาชีพตั้งจากสัดส่วนคนที่รับงานเองอยู่แล้วในข้อมูลแรงงานไทย งานบริการและงานขายมีคนรับงานเองมาก งานธุรการมีน้อย ส่วนนี้จึงเป็นสมมติฐานจากข้อมูล ไม่ใช่สิ่งที่โมเดลค้นพบเอง
ส่วนนี้ใช้แรงงานจำลอง 20,000 คนภายใต้กติกาไทย บันทึกชีวิตเพิ่มกลไก AI ช่วยคนทำงานและลำดับอาชีพตาม ILO ส่วนกราฟนโยบายเปิดปิดกลไกทีละข้อในโมเดลแบบเดียวกับผลหลัก
ติดตามแรงงานจำลองสองคนเดิมภายใต้กติกาแรงงานไทย ทั้งสองเป็นตัวอย่างที่เลือกไว้เพื่อเล่าเรื่อง ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยหรือคนส่วนใหญ่
คนแบบเจนสอบผ่านการอบรมในเดือนสิงหาคม 2027 ต่อมาลาออกในเดือนเมษายน 2028 ตามการสุ่มของโมเดลเหมือนกันทั้งสองโลก แต่ใน B ไม่มีรายได้จากงานอีก 33 เดือน เทียบกับ 8 เดือนในโลกอ้างอิง
คนแบบศักดิ์เข้าอบรมสามครั้ง สอบผ่านครั้งที่สาม และยังเป็นลูกจ้างครบ 51 เดือน รายได้จากงานรวมเท่ากับโลกอ้างอิง
คนแบบเจนสอบผ่าน แต่หลังลาออกก็ยังหางานกลับมาไม่ได้ใน B ส่วนคนแบบศักดิ์ยังมีงานตลอด สองคนนี้ช่วยให้เห็นเส้นทางที่ต่างกัน แต่บอกไม่ได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุเพียงข้อเดียว
คอร์สที่นายจ้างสนับสนุนคิดค่าอบรมครั้งละ 2,000 บาท คนทำงานจ่าย 500 นายจ้างจ่าย 1,500 รัฐไม่ได้ช่วย โมเดลตั้งโอกาสสอบผ่านไว้ 65% คนแบบเจนใช้หนึ่งคอร์ส คนแบบศักดิ์ใช้สามคอร์ส
ในชุดทดลองนี้ ทางไปสู่งานอิสระลดสัดส่วนครัวเรือนรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ได้มากที่สุด ประกันสังคมช่วยรองลงมา การอบรมที่คนมีงานจ่ายเองให้ผลเล็กน้อยและไม่สม่ำเสมอ ส่วนชุดกติกาค่าจ้างทำให้สัดส่วนนี้สูงขึ้น ผลนี้ยังแยกเป็นผลของค่าจ้างขั้นต่ำอย่างเดียวไม่ได้
สิ่งที่เราเรียนรู้
ค่าใช้จ่ายในการปรับตัวมีอยู่จริง และต้องมีคนจ่าย จะให้บริษัทกับรัฐจ่ายล่วงหน้า หรือปล่อยให้คนทำงานจ่ายเองทีหลังคนเดียว?
เริ่มได้ตั้งแต่เดือนนี้
ข้อเสนอข้างล่างเป็นของเรา ยังไม่ได้ทดลองในโมเดล ตัวเลขใต้หัวข้อคือผลจำลองที่ใช้ประกอบเหตุผล
ข้อนี้ฝากถึงบริษัทและรัฐ
อย่ารอให้คนเสียงานแล้วค่อยถามว่าเขาจะไปต่ออย่างไร
บริษัทไม่ต้องเลิกจ้างก็ลดจำนวนพนักงานได้ แค่เมื่อมีคนออก ก็ไม่รับคนใหม่มาแทน
สมมติให้ลาออกเองเดือนละ 1% และต้องว่างงานก่อนเริ่มงานใหม่ โมเดลยังไม่มีการย้ายงานทันที จึงอาจทำให้ช่วงว่างงานยาวกว่าความจริง
ใช้กติกาแรงงานไทยชุดเดียวกันในโลกอ้างอิงและ A–C
ผลจำลองนี้ใช้กติกาแรงงานไทยแบบย่อกับลูกจ้างเอกชนที่มีงานในวันแรก 200,000 คน ไม่ใช่คำพยากรณ์แรงงานไทยทั้งหมด
โมเดลยังลดชั่วโมงทำงานหรือย้ายคนไปเป็นลูกจ้างนอกระบบไม่ได้ เมื่อบริษัทต้องการแรงงานน้อยลง ทางเลือกของคนจึงแคบกว่าชีวิตจริง
เราใช้กติกาแรงงานไทยแบบย่อทุกเส้นทาง แต่ยังมีทางเลือกและเงื่อนไขในชีวิตจริงที่โมเดลไม่ได้จำลอง
บริษัทค่อย ๆ ลดคนส่วนที่เกินความต้องการ เดือนละ 10% นี่เป็นสมมติฐานของโมเดล ไม่ใช่อัตราที่กฎหมายกำหนด และยังไม่ได้จำลองค่าชดเชยกับการบอกกล่าวล่วงหน้าครบทุกกรณี
บริษัทเสนอให้ลูกจ้างเดิมลดค่าจ้างได้เมื่อเงินสดตึงตัว และลูกจ้างต้องยอมรับ แต่โมเดลยังให้คนที่ไม่รับข้อเสนอออกจากงาน จึงแทนกระบวนการเจรจาและข้อพิพาทจริงได้ไม่ครบ
ตั้งโอกาสลาออกไว้เดือนละ 1% ไม่ใช่อัตราการลาออกที่วัดจากข้อมูลไทย และยังไม่ได้จำลองการย้ายจากงานหนึ่งไปอีกงานทันที
บริษัทปรับจำนวนลูกจ้าง แต่ยังลดชั่วโมงทำงานหรือหยุดกิจการชั่วคราวโดยจ่ายค่าจ้างบางส่วนไม่ได้
คนที่ออกจากงานมีทางกลับไปเป็นลูกจ้างหรือเริ่มงานอิสระ แต่ยังไม่มีทางไปเป็นลูกจ้างนอกระบบหรือกลับไปช่วยงานเกษตรของครอบครัวครบทุกแบบ
สิทธิขึ้นกับความคุ้มครอง ประวัติส่งเงินสมทบ และเหตุที่ออกจากงาน โมเดลยังคงฐานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาทตลอดช่วงทดลอง
ติดตามเฉพาะคนที่เป็นลูกจ้างเอกชนตั้งแต่วันแรก ไม่ได้แทนคนที่เริ่มจากงานอิสระ เกษตรกร ข้าราชการ หรือแรงงานไทยทั้งหมด
เส้นทาง B และ C ตั้งให้ AI เข้าถึงงานบริการ งานช่าง งานคุมเครื่องจักร และงานพื้นฐานได้ใกล้เคียงงานออฟฟิศ ในโลกจริงงานเหล่านี้ต้องใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมากกว่าที่เห็นวันนี้มาก
โลกอ้างอิงและ A, B, C ใช้กติกาแรงงานไทยชุดเดียวกันทั้งหมด สุ่มซ้ำเส้นทางละ 3 รอบ ช่วงตัวเลขแสดงผลต่ำสุดถึงสูงสุดจากรอบเหล่านี้ ไม่ใช่ช่วงความเชื่อมั่น
เทียบกับวันนี้
ความสามารถใกล้ AI ชั้นนำวันนี้ แต่บริษัทหันมาใช้เร็วกว่าที่เห็นวันนี้มาก
กรณีเร่ง: ภายใน มี.ค. 2028 ต้องมีหุ่นยนต์ทำงานนอกออฟฟิศแทนคนได้เกินครึ่งของชั่วโมงงาน
stress test ไม่ใช่คำพยากรณ์
โลกอ้างอิงคือไม้บรรทัด ไม่ใช่คำพยากรณ์ ความสามารถและราคา AI หยุดอยู่ที่เดือนกันยายน 2026 บริษัทจึงแทบไม่ติดตั้ง AI เพิ่ม ส่วนใน A, B และ C บริษัทเกือบทุกแห่งหันมาใช้ AI ก่อนสิ้นปี 2030 เพราะ AI เก่งขึ้นและถูกลงจนคุ้ม ผลที่เห็นจึงมาจากทั้ง AI ที่เก่งขึ้น และการที่บริษัทแทบทุกแห่งหันมาใช้
ในโมเดล บริษัทที่ยังไม่ใช้ AI จะพิจารณาติดตั้งเป็นระยะ และติดตั้งเมื่อคาดว่าคุ้ม จุดเริ่มของโมเดลใกล้ตัวเลขของ World Bank ที่ว่าบริษัทไทยใช้ AI ราว 12% แบบสำรวจภาคเอกชนที่นิยามการใช้ AI กว้างกว่าได้ตัวเลขสูงกว่านี้มาก ส่วนในสหรัฐฯ บริษัทที่ใช้ AI มีราว 17–20% (Census Bureau ธ.ค. 2025 ถึง พ.ค. 2026)
A ใน benchmark งานออฟฟิศ AI วันนี้ทำได้ดีแล้ว GPT-5.5 ชนะหรือเสมอผู้เชี่ยวชาญใน 84.9% ของงานทดสอบ GDPval (เม.ย. 2026) แต่งานฟรีแลนซ์จริงที่ AI ทำจบเองได้ทั้งชิ้นยังมีราว 21% (Remote Labor Index) ส่วนการใช้งานจริงช้ากว่านั้นมาก คนทำงานในสหรัฐฯ ประหยัดเวลาด้วย AI ได้ราว 2.2% ของชั่วโมงงาน (St. Louis Fed ไตรมาส 2 ปี 2026) และข้อมูลถึงกลางปี 2026 ชี้ว่า AI กระทบคนหนุ่มสาวผ่านการรับคนน้อยลง มากกว่าการเลิกจ้าง (Stanford กับ ADP) A จึงไม่ต้องรอ AGI แต่ต้องให้บริษัทแทบทุกแห่งหันมาใช้ภายในราวสี่ปี
B กรณีเร่ง ฝั่งงานออฟฟิศ OpenAI บอกเมื่อ ก.ย. 2026 ว่ากำลังเดินหน้าสู่นักวิจัย AI อัตโนมัติภายในมีนาคม 2028 (ผู้บริหารเคยพูดในแบบที่เบากว่า คือ AI ที่ทำงานวิจัยส่วนสำคัญร่วมกับนักวิจัย) และความยาวของงานที่ AI ทำได้เพิ่มเท่าตัวทุก 3–7 เดือน (METR) ฝั่งงานนอกออฟฟิศยังห่างไกล วันนี้ยังไม่มีหุ่นยนต์ humanoid ทำงานโรงงานหรือคลังสินค้าในวงกว้าง ปี 2025 Unitree ส่ง humanoid ราว 5,500 ตัว ส่วนใหญ่ไปใช้ในงานวิจัยและการศึกษา Elon Musk ตั้งเป้าเริ่มขาย Optimus ภายในปลายปี 2027 แต่เริ่มขายได้ กับทำงานนอกออฟฟิศแทนคนได้เกินครึ่งในบริษัทไทยภายในมีนาคม 2028 ยังห่างกันมาก
C stress test ไม่ใช่คำพยากรณ์ Elon Musk พูดที่ Davos เดือนมกราคม 2026 ว่าเราอาจมี AI ที่ฉลาดกว่ามนุษย์คนใดภายในปลายปีนั้น หรืออย่างช้าปีถัดไป ผู้เขียน AI 2027 ให้ค่ากลางของ AI ที่เขียนโค้ดได้เองทั้งหมด (automated coder) ไว้ตั้งแต่ปลายปี 2027 (Daniel Kokotajlo) ถึงต้นปี 2030 (Eli Lifland) ตัวชี้วัดส่วนใหญ่ยังไม่ชี้มาทางนี้ แต่ก็ไม่ไกลจนมองข้ามได้ C ยังให้ AI ช่วยงานนอกออฟฟิศได้มากกว่า B ภายในกันยายน 2027 ซึ่งวันนี้ยังไม่มีหุ่นยนต์ที่ทำได้ในวงกว้าง
ราคา ในตาราง ราคา AI ลดลงจนถึงระดับปลายทาง แล้วคงที่ไปจนถึงปี 2030 ส่วนในโลกจริง งานวิจัยที่ใช้ข้อมูลของ Epoch AI พบว่าราคาต่อความสามารถระดับเดิมลดลงราว 5–10 เท่าต่อปี เมื่อนับทั้งช่วงถึงปี 2030 ราคาในทั้งสามเส้นทางจึงลดน้อยกว่าแนวโน้มนี้
ที่มา ข้อมูลถึงกันยายน 2026: World Bank · Census Bureau · GDPval · Remote Labor Index · St. Louis Fed · Stanford · OpenAI · METR · humanoid.guide · Axios · WEF · AI Futures · Gundlach และคณะ
B และ C ตั้งให้ AI ทำงานนอกออฟฟิศได้เกือบเท่างานออฟฟิศ ซึ่งในโลกจริงต้องใช้หุ่นยนต์
ในโมเดล AI ไม่ได้แยกว่าเป็นซอฟต์แวร์หรือหุ่นยนต์ เราตั้งไว้เพียงว่า AI ช่วยงานแต่ละกลุ่มอาชีพได้มากแค่ไหน เส้นทาง A ให้ AI ช่วยงานนอกออฟฟิศได้น้อย ส่วน B และ C ให้ช่วยงานบริการ งานช่าง งานโรงงาน งานพื้นฐาน และงานเกษตรได้เกือบเท่างานออฟฟิศ ถ้าจะเกิดในโลกจริงต้องมีหุ่นยนต์และเครื่องจักรอัตโนมัติที่วันนี้ยังไม่มีใช้ในวงกว้าง ลูกจ้างที่หายไปใน B และ C ส่วนใหญ่จึงอยู่นอกงานออฟฟิศ เพราะลูกจ้างส่วนใหญ่ทำงานนอกออฟฟิศอยู่แล้ว และ AI ช่วยงานของเขาได้เกือบเท่ากัน แต่ถ้านับต่อคน งานออฟฟิศยังลดลงมากกว่า
ชุดทดลอง 20,000 คน ใช้กติกาไทยเหมือนผลหลัก
คนแบบศักดิ์ยังเป็นลูกจ้างตลอด 51 เดือนในทั้งสองโลก ไม่มีเหตุการณ์ขอลดค่าจ้างหรือออกจากงานในบันทึกนี้
กราฟนโยบายใช้ชุด 20,000 คนแล้วปิดกลไกทีละข้อ บันทึกชีวิตและช่วงขาดรายได้เพิ่มกลไก augmentation กับลำดับการเผชิญ AI ตาม ILO ทั้งหมดใช้กติกาไทย ตัวเลขชุดนี้จึงนำไปแทนผลหลัก 200,000 คนไม่ได้
คนแบบเจนลาออกตามการสุ่มของโมเดลในเดือนเดียวกันทั้งสองโลก การที่กลับเข้าทำงานต่างกันจึงไม่ใช่หลักฐานว่า AI ทำให้เธอลาออก
กติกาไทยในชุดนี้ให้บริษัทเจรจาลดค่าจ้างได้เฉพาะเมื่อเงินสดไม่พอ ต้องอ่านผลร่วมกับกติกาการรับคนและลดคนที่ใช้ในโมเดล
คนแบบเจน: สอบผ่านแล้ว แต่ยังมีช่วงที่รายได้จากงานขาดหายไป
กองทุนนี้เป็นจุดเริ่มที่ดีครับ แต่เงินก้อนนี้ยังเล็กมากเมื่อเทียบกับรายได้ที่หายไป
สัดส่วนนี้มาจากกติกาจ่ายเงินของโมเดล ไม่ใช่จาก AI
สิ่งที่ AI เปลี่ยนคือ
Gini ในหน้านี้วัดจากรายได้จากงานของแรงงานจำลองกลุ่มเดิม นับคนที่ไม่มีรายได้ด้วย จึงไม่ใช่ Gini ทางการ
บริษัท
ก่อนอนุมัติงบ AI ก้อนถัดไป
ถ้าหลายบริษัทจบแค่ลดคน กำไรอาจเพิ่มในแต่ละบริษัท แต่รายได้ที่หายไปก็อาจย้อนกลับมาเป็นลูกค้าที่ซื้อได้น้อยลง
กันทั้งค่าเรียนและเวลาฝึกในเวลางาน ให้คนลองกับงานจริง โดยมีหัวหน้ารับผิดชอบว่าเรียนแล้วจะได้ใช้ตรงไหน
เลือกงานหนึ่งกระบวนการ แยกส่วนที่ให้ AI ทำกับส่วนที่คนต้องตรวจหรือตัดสินใจ แล้ววัดเวลาและข้อผิดพลาดก่อนขยายไปทั้งบริษัท
ตกลงตั้งแต่ก่อนเริ่มว่าจะใช้เวลาที่ประหยัดได้หาลูกค้าเพิ่ม ดูแลลูกค้าเดิม หรือย้ายคนไปทำงานอะไร พร้อมงบช่วยคนที่ต้องเปลี่ยนหน้าที่
คนทำงาน
เดือนนี้
ถ้ารอจนเสียงาน เวลาฝึกจะชนกับเวลาหารายได้ ทักษะใหม่ช่วยเพิ่มทางเลือก แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะมีงานรออยู่
ดูว่าตัวเองอยู่ในระบบประกันสังคมหรือไม่ และส่งเงินสมทบมาแล้วกี่เดือน เงินว่างงานจะได้ก็ต่อเมื่อส่งครบ 6 เดือนใน 15 เดือนก่อนว่างงาน ตรวจเกณฑ์ล่าสุดได้กับสำนักงานประกันสังคม
เลือกงานจริงหนึ่งชิ้น ลองใช้ AI แล้วเก็บผลงานก่อนและหลังให้เห็นว่าประหยัดเวลาหรือลดข้อผิดพลาดได้ตรงไหน
ฝึกตั้งโจทย์ ตรวจแหล่งข้อมูล และแก้กรณีที่ AI ตอบผิด จนเราอธิบายได้ว่าทำไมจึงเชื่อและเลือกใช้คำตอบนั้น
เอาผลงานไปคุยกับนายจ้างเรื่องบทบาทถัดไป พร้อมเช็กสิทธิและรายจ่ายจำเป็น ว่าถ้ารายได้สะดุดจะมีเวลาหางานหรือฝึกต่อแค่ไหน
รัฐ
ตอนนี้
ถ้าเงินมาช้าหรือฝึกแล้วไม่มีคนจ้าง คนอาจต้องหยุดเรียนหรือรับงานรายได้ต่ำเพื่อให้ผ่านเดือนนี้ไปก่อน
เชื่อมการแจ้งออกจากงานกับการตรวจสิทธิและวันจ่ายเงินจริง พร้อมทางช่วยคนที่อยู่นอกระบบหรือรอสิทธิไม่ไหว
ให้นายจ้างร่วมระบุงานและทักษะที่ต้องการ ช่วยค่าเรียนกับค่าครองชีพระหว่างฝึก แล้วติดตามงานและรายได้หลังจบ
เปิดงานจัดซื้อของรัฐให้รายเล็กเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และช่วยเชื่อมกับลูกค้า เพราะให้ทุนหรือสอนขายของอย่างเดียวไม่ได้ทำให้มีคนซื้อเพิ่ม (ข้อเสนอของเรา ไม่ได้ทดลองในโมเดล)
บริษัทผลิตสินค้าในเส้นทาง A เทียบโลกอ้างอิง ปี 2030: ยอดขาย · ค่าตอบแทนลูกจ้าง · กำไร
เส้นทาง B ธ.ค. 2030: ลูกจ้างลดลงใกล้กัน (ธุรการ จุด · บริการ จุด) แต่ไม่ได้ทำงาน % กับ % · ผลหนึ่งรอบ
คนแบบเจน: รายได้จากงาน เดือนน้อยกว่าโลกอ้างอิง บาท
สัดส่วนครัวเรือนรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์: ทางไปสู่งานอิสระ · คุ้มครองค่าจ้าง
ใน A บริษัทผลิตสินค้าขายได้แทบเท่าเดิม แต่ค่าตอบแทนลูกจ้าง และกำไร
คนแบบเจนอบรมผ่านแล้ว แต่ยังขาดรายได้จากงานหลังลาออก การอบรมจึงไม่ได้รับประกันว่าจะมีงานรออยู่ · โอกาสสอบผ่านที่โมเดลใช้ %
คนแบบเจนได้เงินว่างงานรวม บาทในสามเดือนแรกหลังลาออก แต่ใน B ยังไม่มีรายได้จากงานจนจบการติดตาม · ประกันสังคมทำให้สัดส่วนครัวเรือนรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์เปลี่ยนไป
ผลจำลอง A: ค่าตอบแทนลูกจ้าง แม้ยอดขายแทบเท่าเดิม
คนแบบเจนได้เงินว่างงานรวม บาทในสามเดือนแรก แต่รายได้จากงานใน B ขาดช่วงนานกว่านั้น
เปิดทางสู่งานอิสระ: ครัวเรือนรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ลดลง จุด · ไม่ใช่ผลทดลองของข้อเสนอนี้
การทดลองนี้เปลี่ยนการอบรมที่คนทำงานจ่ายเอง ขณะที่การอบรมที่บริษัทออกเงินให้ยังมีอยู่ จึงไม่ได้ทดสอบว่าช่วยค่าอบรมคนแบบเจนเพิ่มแล้วจะปิดช่องว่างรายได้ได้หรือไม่
การทดลองนี้เปลี่ยนการอบรมที่คนทำงานจ่ายเอง ขณะที่การอบรมที่บริษัทออกเงินให้ยังมีอยู่ จึงไม่ได้ทดสอบว่าช่วยค่าอบรมคนแบบเจนเพิ่มแล้วจะปิดช่องว่างรายได้ได้หรือไม่
ในกราฟนโยบาย การอบรมที่คนทำงานจ่ายเองทำให้สัดส่วนครัวเรือนรายได้ต่ำขยับไม่ถึงครึ่งจุด ส่วนการอบรมที่บริษัทออกเงินให้มีอยู่ทุกกรณี จึงยังสรุปไม่ได้ว่าเพิ่มเงินค่าอบรมแล้วจะปิดช่องว่างรายได้
ตกลงก่อนเริ่มว่าจะใช้เวลาที่ประหยัดได้หาลูกค้าเพิ่ม ดูแลลูกค้าเดิม หรือย้ายคนไปทำงานอะไร
ตรวจว่าตัวเองอยู่ในระบบ ส่งเงินสมทบครบหรือยัง และมีสิทธิได้เงินว่างงานหรือไม่
ช่วยรายเล็กเข้าถึงงานจัดซื้อของรัฐและลูกค้าใหม่ ให้ทุนหรือสอนขายของอย่างเดียวไม่ได้ทำให้มีคนซื้อเพิ่ม
ในโมเดล คนเสียงานไปรับจ้างนอกระบบหรือกลับไปทำเกษตรไม่ได้ และเกษียณได้เฉพาะคนที่ยังมีงาน ตัวเลขนี้จึงน่าจะสูงกว่าจริง
ผลทุกส่วนใช้กติกาแรงงานไทยชุดเดียวกัน รวมการทดลองนโยบายและบันทึกชีวิต
ทางไปต่อของคนเสียงานยังมีจำกัดในโมเดล
ไม่รวมรายได้จากงานอิสระ
ค่าตอบแทนลูกจ้าง / GDP
ช่องกรอบขาว = ส่วนที่ลดลงจากโลกอ้างอิง
สิ่งที่เริ่มได้ตั้งแต่เดือนนี้
ข้อเสนอของเรา ยังไม่ได้ทดลองในโมเดล
ติดลบ = ช่วยลดครัวเรือนรายได้ต่ำ
แรงงานกลุ่มเดิม
เรื่องนี้เริ่มจากคนทำงานสองคน เจน นักวิเคราะห์สินเชื่อ และศักดิ์ ที่ทำงานบัญชีมาเกือบ 20 ปี ตอนท้ายเราจะกลับมาหาทั้งสองคน
ไฟยังสว่างทุกค่ำ ฝีมือของคนจุดโคมไม่เคยเป็นปัญหา ที่ขาดคือทางไปต่อ ซึ่งเมืองไม่เคยเตรียมไว้ให้
ฉากต่อไปแบ่งงานลูกจ้างในโมเดลเป็น 100 ส่วน (ส่วนละ 2,000 ตำแหน่งจำลอง) รวมคนใหม่ที่รับเข้ามาแทนคนที่ออก แต่ละส่วนเป็นงานในโลกจำลองก็จริง แต่ข้างหลังทุกตำแหน่งงานจริง มีคนที่มีชื่อ มีครอบครัว และมีบิลต้องจ่ายทุกเดือน สีมิ้นต์คือตำแหน่งที่ยังมีคนทำงาน
เปิดประตูก่อนกดสวิตช์
คนจุดโคมขาดแค่ทางไปต่อ ผมคิดว่าแผนลงทุน AI ควรตอบก่อนกดสวิตช์ว่า ใครเรียนอะไร ระหว่างนั้นมีรายได้จากไหน และใครรับผิดชอบ
• ฝึกคนเดิมก่อนใช้ AI ให้เขาไปกับงานใหม่ได้ แม้ 18–24 เดือนแรก การจ้างแย่ก่อนดี
• ในการสำรวจ 574 องค์กรของ NECTEC 86.4% ขององค์กรที่ใช้ AI ยังบอกไม่ได้ว่าได้อะไร จึงควรเลือกก่อนกดเปิดว่าเวลาที่ได้คืนจะไปขายอะไรเพิ่ม (ยังไม่ได้ทดสอบ)
• ลำพังการฝึกไม่สร้างตำแหน่ง จึงควรเปิดตำแหน่งให้คนใหม่ทุกปี (ยังไม่ได้ทดสอบ)
• ฝึกให้พอ ให้เร็ว ตรงบริษัทที่กำลังจะติดตั้ง AI เพราะในโลก AI เก่งเร็ว ถ้าฝึกไม่พอ บริษัทกลับย้ายงานไป AI เร็วขึ้น
• ผูกสิทธิประโยชน์ BOI ด้าน AI กับการฝึกก่อนติดตั้ง หรือเปิดตำแหน่งให้คนใหม่ ไม่อย่างนั้นอาจได้ GDP แต่เสียงาน (ยังไม่ได้ทดสอบ)
• ในโมเดล การค้าขายหรือรับงานเองพยุงรายได้มากที่สุด รัฐช่วยหาลูกค้าได้ เช่นเป็นลูกค้ารายแรก (ยังไม่ได้ทดสอบ)
มันไม่ใช่ความผิดของคุณครับ ประตูแคบลงเพราะการตัดสินใจลงทุนและกติกา
• ถ้าบริษัทเปิดให้ฝึกตอนยังมีเงินเดือน ก็รับไว้ ในโมเดล บริษัทมักให้งานใหม่กับคนที่ได้ฝึกก่อน
• ถ้าออกมาแล้ว ใช้สิทธิประกันสังคมให้ครบ ถ้าเพิ่งออก เงินกรณีว่างงานช่วยบิลช่วงแรกได้ ยิ่งยื่นเร็วยิ่งดี
PMAT จะสำรวจพนักงานในบริษัทที่ร่วมตอบว่า ใครใช้ AI จริง ประหยัดเวลาแค่ไหน แล้วเอามาปรับโมเดล
น้องที่ควรได้เข้ามาทำงานข้างเจนกับศักดิ์ ไม่ได้ถูกเลิกจ้าง เพราะไม่เคยถูกจ้าง ผมเสนอให้รายงานเศรษฐกิจทุกไตรมาสนับว่า คนเพิ่งเข้าตลาดงานราววันละ 1,700 คน ได้งานกี่คน คนที่ไม่เคยได้เข้าประตู จะไม่มีวันโผล่ในสถิติเลิกจ้างครับ
ทุก 100 คนที่ออกจากงาน โลกอ้างอิง (AI เท่าเดิม) รับคนเข้าแทน 92 คน แต่โลก B (AI เก่งเร็ว) รับแทนเพียง 27 คน ตั้งแต่ปี 2028 แต่ละตำแหน่งว่างมีคนรออยู่ราว 31 คน ขณะที่โลกอ้างอิงมีราว 2 คน
บริษัทมีก๊อกสามตัว คือลดค่าจ้างพื้นฐาน (ไม่เคยเกิดขึ้น) เลิกจ้าง (ช้า) หรือไม่รับคนแทน ตัวสุดท้ายบริษัทไม่เสียอะไร คนที่ควรได้งานจ่ายแทน ต้นทุนก็เหมือนน้ำ ไหลออกทางที่เปิดง่ายที่สุด
งานที่หายแบบนี้ไม่มีจดหมายเลิกจ้างสักฉบับ ไม่มีใครแถลงข่าวเรื่องตำแหน่งที่ไม่เคยเปิดรับ จังหวะเป็นเรื่องของดวง ใครออกจากงานตามปกติในปีที่ AI เต็มกำลัง พอถึงปี 2030 ได้กลับมาเป็นลูกจ้างเพียง 17–18 กรณีจาก 100 (โลกอ้างอิง 92)
แรงงานกลุ่มเดิมราว 27% ไม่มีรายได้จากงานติดกัน 12 เดือนขึ้นไป (โลกอ้างอิงราว 6%) นานกว่าที่ประกันสังคมจ่าย ปี 2030 ครัวเรือน 13.3–13.6% อยู่ใต้เส้นความยากจน 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน (โลกอ้างอิง 4.0%) และปลายปี 2030 ช่องว่างการจ้างงานยังถ่างอยู่
โมเดลทุกตัวผิด ตัวนี้ก็เช่นกัน โมเดลนี้ตอบว่า “ทำไม” ได้น่าเชื่อกว่า “เท่าไร” ดวง (seed) ขยับผลของ B ไม่ถึง 1 จุด แต่การเปลี่ยนกติกาแรงงานขยับได้เกิน 5 จุด
จริง
โหดเกิน
สวยเกิน
Stanford พบจากข้อมูล payroll ของ ADP ว่าคนอายุ 22–25 ในงานสหรัฐฯ ที่ AI เข้าถึงมาก มีงานทำน้อยกว่าคนรุ่นเดียวกันในงานที่ AI เข้าถึงน้อยราว 19% ส่วนใหญ่เพราะรับคนน้อยลง (งานเชิงพรรณนา)
งานที่หาย 3 ใน 4 อยู่นอกออฟฟิศ ซึ่งต้องใช้หุ่นยนต์ที่ยังมีน้อย และบริษัทไทยลดชั่วโมงก่อนลดคน ซึ่งโมเดลทำไม่ได้ ตัวเลขงานที่หายจึงน่าจะโหดเกิน แต่การเสียรายได้ต่อคนเบาเกิน อีกข้อ แรงงานจำลองเปลี่ยนอาชีพไม่ได้ แต่คนจริงเปลี่ยนได้ เช่นกลับบ้านไปทำเกษตร การว่างงานในโมเดลจึงยิ่งโหด
ในโมเดล คนที่ค้าขายหรือรับงานเอง (own-account) หาลูกค้าได้เสมอ แต่คนไทยราว 13 ล้านคนทำงานส่วนตัวนอกระบบอยู่แล้ว และต่างก็หาลูกค้ากลุ่มเดียวกัน
อ่านบทความฉบับเต็ม
นโยบายจะช่วยคนทำงานได้อย่างไร
เราทดลองทางเลือกของบริษัทและรัฐทีละทาง ในโลก B ซึ่งเป็นกรณีหนักที่สุดที่ยังเป็นไปได้ (ไม่ใช่คำพยากรณ์) โดยเทียบกับ B ที่ไม่ทำอะไรเลย ทุก 1 จุดเท่ากับคนราว 165,000 คนทั่วประเทศ
สมมติฐานใหญ่ที่สุดคือ AI ทำงานได้เมื่อมีคนที่อบรมแล้วเป็นผู้ใช้เท่านั้น การอบรมคือคอร์สสองเดือน นึกภาพการหัดแบ่งงานบางส่วนให้ AI ทำ แล้วตรวจแก้งานที่ได้คืน เมื่อ AI เต็มกำลัง คนที่อบรมแล้วทำงาน 1 ชั่วโมง ได้งานแบบเดิมราว 4 ชั่วโมง คือของตัวเอง 1 กับของเพื่อนร่วมงานอีกราว 3
นึกถึงนาฬิกาสองเรือน เรือนแรกคือความเร็วที่งานย้ายไปหา AI ยิ่งมีคนอบรมแล้วมากยิ่งเร็ว เรือนสองคือการอบรมคนที่เหลือ ซึ่งช้า เพิ่มโควตาครึ่งๆ กลางๆ เร่งเรือนแรกได้เร็วกว่าที่เรือนสองตามทัน งานของคนที่ยังรอคิวอบรมจึงหายก่อน
แกนตั้งคือจำนวนลูกจ้างเทียบกับโลก B ที่ไม่ทำอะไร (หน่วยเป็นจุด) แต่ละเส้นคือจำนวนที่อบรม AI ต่อเดือนทั่วประเทศ ซึ่งสมมติฐานปัจจุบันอยู่ที่ราว 250,000 คนต่อเดือน เส้นคือค่ากลางจาก 3 seed แถบคือช่วงระหว่าง seed
เส้นฐานคือ B ไม่ทำอะไร เหนือเส้นแปลว่าเดือนนั้นมีลูกจ้างมากกว่า ใต้เส้นแปลว่าน้อยกว่า
ถ้าเปิดให้อบรมราว 1 ล้านคนต่อเดือนตั้งแต่ต้น (เป็นเพดานบน) พนักงานส่วนใหญ่จะได้อบรมทันก่อน AI เต็มกำลัง เส้นลดลงเล็กน้อย แล้วกลับขึ้นเหนือเส้นฐานราวกลางปี 2028
ถ้าเปิดเพียงราว 500,000 หรือ 375,000 คนต่อเดือน งานจะย้ายไปหา AI ก่อนที่คนส่วนใหญ่จะได้อบรม เส้นจึงลงช้ากว่าแต่ลึกกว่า และปลายปี 2030 ยังต่ำกว่าเส้นฐาน 0.9–1.0 และ 2.1–2.4 จุด ตามลำดับ
จุดเสมอตัวอยู่ที่ราว 570,000 คนต่อเดือน (ค่าประมาณระหว่างผลที่รัน) ถ้าน้อยกว่านี้ ปลายปี 2030 จะมีลูกจ้างน้อยกว่ากรณีที่ไม่เพิ่มเลย
B ไม่ทำอะไร
AI พัฒนาถึงจุดพีค
จุดเสมอตัวโดยประมาณ
คน/เดือน
แต่การอบรมเดือนละล้านคนก็มีราคา บริษัทรับคนใหม่น้อยลงหนึ่งในห้า คนเพิ่งเข้าตลาดงาน (ราวครึ่งหนึ่งคือคนจบใหม่) จึงเป็นลูกจ้างน้อยลง 1.0–1.2 จุด การอบรมทำให้คนพร้อม แต่สร้างตำแหน่งไม่ได้
อาจารย์ของผม David Deming และคณะ (NBER, 2026) พบว่าการใช้ AI ขึ้นกับตัวคนมากกว่าตัวงานมาก ผมจึงคิดว่าการอบรมที่ได้ผลคือการโค้ชกันด้วยงานจริงของแต่ละสัปดาห์ จนใช้ AI เป็นเรื่องปกติ (ไม่อยู่ในโมเดล)
ลูกจ้างเทียบ B ไม่ทำอะไร (จุด) ธ.ค. 2030 ด้านขวาคือสิ่งที่ต้องแลกหรือได้มา real income คือรายได้จากงานหลังปรับราคาสินค้า
น้อยลง ← ลูกจ้าง → มากขึ้น
GDP ราว −3.7% และงานที่ AI เอาไป ราว 6 ใน 10 ยังไม่กลับมา
GDP ราว −4% แพงสุดต่องานที่รักษาไว้ แต่เป็นทางเดียวที่ผลคงอยู่ในบริษัทที่ใช้ AI
ส่วนใหญ่คือซื้อเวลาได้ราว 9 เดือน ②
คนเพิ่งเข้าตลาดงาน −1.0 ถึง −1.2 จุด ลูกจ้างต่ำกว่า B จนกลางปี 2028
real income −1.5 ถึง −1.7% กำไรส่วนเพิ่มเป็นของเจ้าของ
B แทบไม่มีตำแหน่งว่าง จึงช่วยโลกอ้างอิงมากกว่า (+2.2 จุด)
ลูกจ้างลด แต่ GDP +0.8% ①
real income +9.6 ถึง +9.7% แต่จ้างคนแพงขึ้น
ในการทดลองย่อยกับแรงงานจำลอง 20,000 คน ถ้าปิดทางนี้ ครัวเรือนใต้เส้นความยากจนเพิ่มจากราว 13 เป็น 22 ใน 100 แต่ทางนี้คือการสร้างอาชีพใหม่จากศูนย์ และเสมียนไปทางนี้ได้เพียง 1.2%
① ทำไมการออกแบบงานใหม่ (new tasks) กลับทำให้ลูกจ้างลด บริษัทเก็บแบบใหม่ไว้เมื่อคุ้ม และค่าจ้างคือต้นทุนหลัก แบบที่รอดจึงใช้เวลาคนต่อชิ้นน้อยลงราว 22% และใช้ได้เฉพาะคนที่อบรมแล้ว งานแบบเดิมที่เหลือให้เพื่อนที่ยังไม่ได้อบรมจึงหมดเร็วขึ้น งานไหลไปหาคนที่อบรมแล้ว ส่วน GDP เพิ่มราว 0.8% เพราะบริษัทใน B อยากได้ชั่วโมงคนที่อบรมแล้วราว 4 เท่าของที่มี คนกลุ่มนี้คือคอขวด แบบใหม่ทำให้พวกเขาผลิตได้มากขึ้น และเงินที่ประหยัดกลายเป็นกำไรที่เจ้าของนำไปใช้ แต่ของแต่ละชิ้นใช้คนน้อยลง ลูกจ้างจึงลด 0.8–0.9 จุด GDP นับของ ไม่ได้นับคน
② ถ้าติดตั้ง AI ช้าลงครึ่งหนึ่ง ลูกจ้างเพิ่มราว 6 จุด คนเพิ่งเข้าตลาดงานเพิ่มราว 12 จุด ส่วน GDP แทบไม่ขยับ แต่ปลายปี 2030 เราก็แค่อยู่ตรงที่ B เคยอยู่เมื่อราว 9 เดือนก่อน และคนหน้าใหม่ที่ได้งานเพิ่มเกือบทั้งหมดยังไม่ได้อบรม เวลาที่ซื้อมามีค่าเท่ากับสิ่งที่เราทำกับมัน
ไม่มีทางไหนทำให้งาน คนเพิ่งเข้าตลาดงาน real income และ GDP ดีขึ้นมากพร้อมกัน ทางที่เพิ่ม real income ของคนทำงานจะลดการใช้จ่ายของเจ้าของ และกลับกัน
ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ · กันยายน 2026
• สอนนักศึกษาใช้ AI กับงานจริงก่อนจบ (ยังไม่ได้ทดสอบ) คนเพิ่งเข้าตลาดงานต้องต่อคิวอบรมหลังพนักงานที่นายจ้างส่งมา ใน B ตลอด 4 ปี คนว่างงานได้อบรมเพียง 2,379 จาก 153,000 คน (ต่อแรงงานจำลอง 200,000 คน) ข้อนี้เปลี่ยนว่าใครได้งาน มากกว่าเพิ่มจำนวนงาน
ในความเห็นของผม โลก A มีความเสี่ยงซ่อนอยู่เพราะโมเดลไม่มีคู่แข่งต่างชาติ ถ้าชาติอื่นเข้าถึง AI แบบโลก B แต่เราอยู่ในโลก A เราต้องมั่นใจว่าเราโตได้โดยไม่สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
ทำไมต้องตรวจละเอียดขนาดนี้ ทั้งที่เป็น simulation เพราะถ้าเราผิด คนที่ต้องจ่ายคือคนจริง
ทั้งหมดนี้ เพื่อผลลัพธ์ที่ผมเรียกได้เพียงว่า simulation
เรื่อง AI นับเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าจะทำนายได้แม่นยำ ใหญ่กว่าแค่เรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ และใหญ่เกินกว่าจะนิ่งรอให้เกิดผลกระทบแล้วค่อยตามวัดผลทีหลัง
เราจึงตัดสินใจนำข้อมูลเศรษฐกิจไทยมาฟิตกับโมเดลเศรษฐศาสตร์แรงงานเพื่อศึกษาการจำลองผลกระทบของการพัฒนา AI 3 ฉากทัศน์ (โลก A, B, และ C) ต่อเศรษฐกิจไทยแล้วเทียบกับกรณีที่ AI หยุดพัฒนาวันนี้
การใช้ AI ยังอยู่ในช่วงต้น คนทำงานในสหรัฐฯ ใช้ generative AI ประหยัดชั่วโมงทำงานได้ราว 2.2% (St. Louis Fed) และบริษัทไทยราว 12% ใช้ AI (World Bank) แต่ความสามารถของ AI ก้าวหน้าเร็ว ใน GDPval ซึ่งเป็นการทดสอบแบบตัวต่อตัวด้วยงานจริง GPT-5.5 ทำได้เท่าหรือดีกว่าผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ใน 84.9% ของงานที่ใช้ทดสอบ
Daron Acemoglu (โนเบลปี 2024) และ Pascual Restrepo อธิบายว่า AI ส่งผลกระทบ 3 แบบกับเหล่าบริษัท
1. เข้ามาทำงานแทนมนุษย์
2. ทำให้สินค้าถูกลงจนขายได้มากขึ้น และ
3. สร้าง new tasks ขึ้นมา
สองอย่างหลังมักเป็นพระเอกบนเวทีสัมมนา แต่เมื่อ AI เหลือชั่วโมงงานจำเจให้คนทำไม่ถึง 1/4 ของเดิม ยอดขายต้องโตแค่ไหนเถ้าแก่ถึงจะยังโอเค? ต้องโตระเบิดแค่ไหนทุกคนจึงจะกลับมามีงานเต็มมือ
หลายคนเดาว่าน่าจะเกิดการเลิกจ้างครั้งใหญ่ แต่ขอให้อ่านต่ออีกหน่อยนะครับ
ทั้งสามฉากทัศน์เป็นสมมติฐาน คือ A ใช้เวลา 36 เดือนกว่าจะไปถึงระดับที่ตั้งไว้ ส่วน B ไปถึงภายในเดือนมีนาคม 2028 และ C ภายใน 12 เดือน โดย C เป็น stress test ไม่ใช่คำพยากรณ์
กติกาที่ 1: ทุกเดือนลูกจ้างราว 1 ใน 100 คนออกจากงานด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวกับ AI
กติกาที่ 2: บริษัทเลิกจ้างได้ไม่เกิน 10% ของพนักงานที่เกินความต้องการต่อเดือน โดยเริ่มจากคนที่ยังไม่ผ่านการฝึกอบรม ข้อนี้เราตั้งไว้แทนต้นทุนค่าชดเชยและการบอกกล่าวล่วงหน้าของไทย
กติกาที่ 3: ค่าจ้างพื้นฐานลดได้ยาก (sticky) ข้อนี้ตั้งไว้ให้สมจริง กฎหมายไทยระบุว่าหากจะทำต้องได้ความยินยอมจากลูกจ้าง บริษัทจะยังมีทางเลือกที่จะตัดโบนัส OT และเงินเพิ่มอื่นก่อน ส่วนนี้รวมกันราว 28% ของค่าจ้างพื้นฐาน (ค่ามัธยฐานของ PMAT)
กติกาที่ 4: พนักงานที่ผ่านการฝึกอบรมแล้วเท่านั้นถึงจะใช้ AI ทำงานที่บริษัทได้ เราใส่ลิมิตให้เริ่มฝึกอบรมได้เดือนละ 3,000 คนจากแรงงานจำลองตั้งต้น 200,000 คน หรือ 1.5% บริษัทที่เริ่มนำ AI มาทำธุรกิจแล้วจะได้ส่งคนไปฝึกอบรมก่อน ในโลก B เมื่อ AI เต็มกำลัง คนที่ผ่านการฝึกอบรมแล้วใช้เวลาแค่ราว 1 ใน 4 ในการจบงานเสมียนเดิม
ข้อมูล วิธีคำนวณ และข้อจำกัด
เราสร้าง agent-based model เป็นประเทศไทยขนาดย่อในคอมพิวเตอร์ แรงงานจำลอง 200,000 คนเป็นตัวแทนลูกจ้างภาคเอกชนไทย และมีคนที่เพิ่งเข้าตลาดแรงงานเข้ามาเพิ่ม ทำงานในบริษัทจำลอง 2,000 แห่ง
ทุกเดือนตั้งแต่ตุลาคม 2026 จนถึงสิ้นปี 2030 บริษัทจะตัดสินใจเองว่าจะนำ AI เข้ามาใช้ในธุรกิจหรือไม่ จะรับคนหรือลดคน แรงงานเลือกว่าจะหางาน เข้าฝึกอบรม AI หรือออกมาทำมาหากินเอง ส่วนเถ้าแก่จะดึงกำไรออกมาใช้สอย
เพื่อความสมจริง เรา calibrate โมเดลด้วยสถิติทางการของไทย ข้อมูลจากสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) และ World Bank
จากนั้นเราสร้างโลกคู่ขนาน คนกลุ่มเดียวกันนี้ใช้ชีวิตถึงสิ้นปี 2030 เป็นเส้นโลก alternate realities 4 เส้น
โลกอ้างอิงคือโลกที่ AI หยุดนิ่งที่ระดับกันยายน 2026 โลก A คือ AI พัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป โลก B คือ AI พัฒนาเร็วและกว้าง ถูกลงมาก และโลก C คือ AI พัฒนาสุดขั้ว ถูกลงเร็วสุดๆ เป็น stress test
สำคัญคือเราจะเอาผลลัพธ์ เช่น GDP หรือรายได้แรงงานจากโลกต่างๆ มาเทียบกับโลกอ้างอิงในปี 2030 ไม่ใช่กับวันนี้
ก่อนเดินต่อ
โมเดลยังให้คนเปลี่ยนอาชีพไม่ได้ และให้บริษัทลดชั่วโมงก่อนลดคนไม่ได้ จึงอาจดูโหดไป แต่กลับให้คนทำงานอิสระหาลูกค้าได้เสมอ ซึ่งอาจสวยไป
ใช้มันทำความเข้าใจกลไก มากกว่าฟันธงตัวเลขอนาคต
Let's Zoom Into Scenario B
Simulation พบว่างานอิสระอาจเป็นทางออก แต่หนทางไปสู่งานอิสระ (ที่รอด) แตกต่างกันมาก
งานเสมียน
งานบริการและงานขาย
ลูกจ้าง
งานอิสระ
ไม่ได้ทำงาน
เส้นทาง B เดือนธันวาคม 2030
ร้อยละของคนที่เริ่มต้นในอาชีพนั้น โดยกลุ่มไม่ได้ทำงานรวมผู้เกษียณ ผลจำลองหนึ่งรอบ
เสียงานคล้ายกัน แต่หารายได้ต่อได้ไม่เท่ากัน
AI คงระดับเดิม
B เร็วและกว้าง
นับจากคนตั้งต้น 200,000 คนทุกอาชีพ ติดตาม 51 เดือน โดยไม่นับช่วงเกษียณเป็นช่วงขาดรายได้ ตัวเลขใหญ่เป็นค่าเฉลี่ยจากการสุ่ม 3 รอบ และช่วงด้านล่างคือผลต่ำสุดถึงสูงสุด
รายได้จากงานนับค่าจ้างพื้นฐานและรายได้จากงานอิสระ ไม่รวมเงินโอน โบนัส และ OT
200,000 จุด = แรงงานจำลอง 200,000 คน แยกตามอาชีพเริ่มต้น ตำแหน่งของจุดใช้จัดภาพ ไม่ใช่ระดับรายได้
การฝึกอบรมก็แข่งกับเวลา
เมื่อคนหนึ่งฝึกใช้ AI สำเร็จ บริษัทก็ย้ายงานเพื่อนร่วมงานมาให้เขาทำ คนที่ยังรอฝึกจึงเหลืองานน้อยลง
เวลาที่ AI ใช้ก่อนถึงจุดพีคในโลก B
เมื่อ AI เต็มกำลัง คนส่วนใหญ่ยังรอเริ่มฝึก
รับคนกลุ่มเดิมเข้าฝึกครบ
เริ่มต้นมีคนที่ยังไม่เคยฝึก 90% รับเข้าฝึกได้เดือนละ 1.5% ของแรงงานจำลองกลุ่มเดิม จึงต้องใช้ราว 60 เดือนเพื่อรับคนกลุ่มนี้ให้ครบ
เพิ่มที่ฝึกนิดเดียว อาจเร่งให้งานหาย ต้องฝึกให้มากพอตั้งแต่ต้น คนส่วนใหญ่จึงตามทัน
จุดเสมอตัวราว 3.4–3.5% ต่อเดือนมาจากการคำนวณแทรกระหว่างโควตา 3% กับ 3.75% ไม่ได้รันโมเดลที่จุดนี้ ผลทั้งหมดผูกกับกติกาที่ให้เฉพาะพนักงานซึ่งฝึกแล้วใช้ AI ของบริษัทได้ และการฝึกให้พร้อมไม่ได้สร้างตำแหน่งว่างขึ้นมาเอง
ทั้งสองหน้าปัดใช้สเกลเดียวกัน หนึ่งรอบ = 60 เดือน ภาพนี้คำนวณคิวรับเข้าแบบคร่าว ๆ จากโควตาคงที่ ไม่ใช่จำนวนผู้ผ่านการฝึกจาก simulation และยังไม่บวกระยะเรียนสองเดือนหรือคนที่เข้ามาใหม่
ฐาน B รับเข้าอบรมได้เดือนละ 1.5% ของแรงงานตั้งต้น กราฟเปรียบเทียบกับโควตา 2.25%, 3% และ 6% แกนตั้งแสดงสัดส่วนลูกจ้างที่เพิ่มหรือลดจาก B เดิม (จุดเปอร์เซ็นต์) เส้นคือค่ากลางและแถบคือช่วงผลจาก 3 รอบ
โลก B เดิม รับเข้าฝึก 1.5% ต่อเดือน
ทดสอบและลองออกแบบ Policy Packages กับโลก B
ในบรรดาทางเลือกที่เราลอง ไม่มีทางไหนทำให้การจ้างงาน การได้งานของคนเพิ่งเข้าตลาดแรงงาน real income และ GDP ดีขึ้นมากได้พร้อมกัน
นับคนกลุ่มเดิมที่ยังเป็นลูกจ้างในเดือนธันวาคม 2030 เทียบกับคนตั้งต้น 200,000 คน
100 ช่องนี้แทนเฉพาะส่วนที่ B มีลูกจ้างน้อยกว่าโลกที่ AI คงเดิม แพ็กเกจช่วยปิดช่องว่างนี้ได้ราว 40%
ปิดช่องว่างได้
ยังเหลืออยู่
ราวครึ่งหนึ่งของส่วนที่ได้คืนมา เป็นเพียงการซื้อเวลา
ตัวเลขบอกว่า ในคนตั้งต้นทุก 100 คน มีคนที่ยังเป็นลูกจ้างเพิ่มขึ้นเท่าไร เมื่อเทียบกับ B ที่ไม่มีแพ็กเกจเสริม ในเดือนธันวาคม 2030
หน่วยคือ percentage point เช่น +13 หมายถึงมีลูกจ้างเพิ่ม 13 คนต่อคนตั้งต้น 100 คน ช่วงตัวเลขมาจากผลจำลอง 3 รอบ ไม่ใช่ช่วงความเชื่อมั่น
แพ็กเกจนี้รวมการให้คนตรวจงาน ชะลอการติดตั้ง AI ขายต่างประเทศ และให้เจ้าของใช้จ่ายเร็วขึ้น
การอบรมระดับล้านคนต่อเดือนเป็นกรณีทดสอบขอบบน ไม่ใช่แผนที่ยืนยันว่าทำได้จริง
GDP ต่ำกว่า B เดิมราว 3.7%
ราวครึ่งหนึ่งของผลที่ช่วยได้เป็นการซื้อเวลา
GDP ต่ำกว่า B เดิมราว 4%
ซื้อเวลาราว 9 เดือน
เมื่อ AI แพร่ต่อ งานยังลดลงตามมา
ทุก 100 คนที่เพิ่งเข้าตลาดแรงงานจะมีคนได้เป็นลูกจ้างน้อยลงราว 1 คน
ข้อเสนอของผม
บริษัทและรัฐมีเครื่องมือมากที่สุด ข้อเสนอจึงโฟกัสที่สองฝ่ายนี้เป็นหลัก
รายละเอียดการลงมือทำเหล่านี้เป็นข้อเสนอของผม ไม่ใช่มาตรการที่โมเดลทดสอบครบทุกข้อ
ก่อนเริ่มใช้ AI ให้ตัดสินใจว่าชั่วโมงที่ได้คืนมาจากแรงงาน จะเอาไปขายอะไรเพิ่ม
ฝึกอบรมให้ทั่วถึง บนเนื้องานจริง ในเวลางาน มีนโยบาย Human-in-the-loop และวัฒนธรรมเปิดรับตำแหน่งใหม่ รวมถึงรับ interns
ผูกสิทธิประโยชน์ด้าน AI รวมถึงของ BOI ไว้กับเป้าหมายการจ้างงานและการอบรมในวงกว้าง
พยุงรายได้ระหว่างเปลี่ยนงาน ผูกกับการฝึกอบรมหรือการรับงานใหม่ และมีวันสิ้นสุด พร้อมทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กทำมาหากินง่ายขึ้น
ส่งบัณฑิตออกไปพร้อมทำงานที่มี AI ช่วย สอนการใช้ AI บนงานจริงร่วมกับบริษัทพันธมิตร หรือเปิดโอกาสให้ส่งนักศึกษาฝึกงานไปยังบริษัทที่กำลังนำ AI มาใช้จริง
หมั่นเข้าฝึกอบรมตอนที่ยังมีเงินเดือน โดยหัดใช้กับงานจริง ค้นคว้าและหาช่องทางใหม่สำหรับอาชีพของคุณ
ระหว่างที่ยังมีงาน ควรลองสร้างรายได้สำรองและเช็กสิทธิประกันสังคมไว้ ถ้าเลือกได้ อย่าเพิ่งออกโดยยังไม่มีงานถัดไปรออยู่ และอย่าออกเพียงเพราะอีกที่ดู “มั่นคง” กว่า
การสำรวจใหม่ของ PMAT People Benchmarking Survey 2026 จะถามลูกจ้างว่าใครทำงานกับ AI จริง และงานกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร เราจะใช้ผลปรับโมเดลแล้วรันใหม่
การสำรวจรอบเดียวยังเป็นตัวแทนของประเทศหรือพิสูจน์เหตุและผลไม่ได้
ความขยันของคนจุดโคมไฟไม่ได้ตัดสินชะตาของเขา สิ่งที่ตัดสินเขาคือวันที่เมืองเปิดไฟถนนได้เองจากสถานีเดียว
สถานีของเรากำลังถูก Big Tech สร้างอยู่ตอนนี้ บริษัทยังเลือกได้ว่าชั่วโมงที่ได้คืนมาจะเอาไปใช้ทำอะไร และรัฐยังมีกรอบเวลาในการกำหนดเงื่อนไขและนโยบายที่เหมาะสมได้
หากเราไม่ทำอะไรเลย มีโอกาสสูงมากที่ลูกหลานเราจะไม่เคยได้รับจดหมายเลิกจ้าง เพราะไม่เคยมีแม้แต่ใครจะจ้างเขาเลย ประตูมันจะปิดเงียบๆ และสังคมจะ K-shape กว่านี้อีกหลายเท่า
และหลายคนจะมายืนที่ประตูบานนี้
ประมาณการคนเข้าสู่ตลาดแรงงานไทยทั้งหมดต่อวัน
เรายังมีเวลาตัดสินใจและ take action
แต่เวลาเหลือไม่มาก
AI ไม่ใช่เทคโนโลยีทั่วไปที่ค่อยๆ ดิสรัป
มันดิสรัปทันทีและทั้งอุตสาหกรรมได้
records จากแรงงานจำลอง 2 แสนคน